หมวดวิศวกรรม/เทคโนโลยียานยนต์ => ห้องพูดคุยเรื่องทั่วๆไป => ข่าววงการยานยนต์ => ข้อความที่เริ่มโดย: Auto Man ที่ 09 สิงหาคม 2569, 06:26:48

หัวข้อ: โตโยต้าจะย้ายฐานการผลิดรถยนต์ไปอินโดนีเซียหรือไม่ ?
เริ่มหัวข้อโดย: Auto Man ที่ 09 สิงหาคม 2569, 06:26:48
อ้างถึง
Motor Thailand
8สค69
   โตโยต้าลงทุนสะสมในประเทศไทยรวมทุกโรงงานสูงถึง 286,000 ล้านบาท และประกาศแผนลงทุนเพิ่มอีก 55,000 ล้านบาท
เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วนไฟฟ้าในอนาคต
   ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกหลักของโตโยต้าในภูมิภาค โดยมีกำลังการผลิตรวมกันถึง 770,000 คันต่อปี
จากโรงงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่
1. โรงงานสำโรง มีกำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี
    ผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เช่น รถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ และไฮลักซ์ แชมป์
2. โรงงานเกตเวย์ มีกำลังการผลิต 300,000 คันต่อปี
    ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เช่น ยาริส, โคโรลล่า อัลติส และคัมรี่
3.  และโรงงานบ้านโพธิ์ มีกำลังการผลิต 230,000 คันต่อปี
    เน้นผลิตรถกระบะและรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก
พร้อมการจ้างงานพนักงานโดยตรงกว่า 13,000 คน
ขณะที่ PT Toyota Motor Manufacturing Indonesia (TMMIN) ในอินโดนีเซียมีกำลังการผลิตรถยนต์สำเร็จรูป
ประมาณ 282,000 ถึง 300,000 คันต่อปี
   หากโตโยต้าตัดสินใจย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดจากไทยไปยังประเทศอินโดนีเซียจริง ผลกระทบต่อประเทศไทยจะไม่ใช่
เพียงการย้ายเครื่องจักรและเงินทุน แต่เป็นการรื้อถอนโครงสร้างห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคที่ก่อตัวและพัฒนามานานกว่า 60 ปี
แม้การจ้างงานโดยตรงของโตโยต้าจะมีประมาณ 13,000 คน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพึ่งพาซัพพลายเออร์ Tier-1 , Tier-2
และ Tier-3 อย่างลึกซึ้ง โดยมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และเกี่ยวเนื่องรวมกันสูงถึง 500,000 ถึง 2,000,000 ตำแหน่ง
อุตสาหกรรมยานยนต์คิดเป็น 10-12% ของ GDP ไทย และยังทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน การหายไปของค่ายรถ
อันดับหนึ่งจะส่งผลให้ GDP ไทยหดตัวรุนแรง รายได้จากการส่งออกลดลงอย่างมหาศาล และกระทบต่อดุลการค้าของประเทศ
หากโตโยต้าตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมทันทีเพราะรถยนต์และชิ้นส่วนเป็นสินค้าส่งออกหลักอันดับต้นๆ
ของไทยมาโดยตลอดสร้างรายได้เข้าประเทศปีละมากกว่า 1 ล้านล้านบาท
ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ Tier 1, 2, 3 นับพันรายอาจต้องปิดกิจการหรือลดขนาดลง ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังค่ายรถยนต์อื่น เนื่องจากต้นทุน
การผลิตในไทยจะสูงขึ้นจากสเกลการผลิตที่ลดลง
เกิดการว่างงานวงกว้างกระทบแรงงานทางตรงและทางอ้อมในอุตสาหกรรมยานยนต์ทันที ทั้งจากพนักงานในโรงงานประกอบของโตโยต้า และแรงงาน
ในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ โลจิสติกส์ และบริการ ซึ่งรวมแล้วอาจสูงถึงหลักแสนตำแหน่ง และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงธุรกิจภาคบริการ
ภาคอสังหาริมทรัพย์ และหนี้ครัวเรือน
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจะลดลงอย่างมาก เกิดปรากฏการณ์สมองไหลทางการลงทุนย้ายตามไปยังอินโดนีเซียหรือประเทศอื่นในอาเซียน
ผลประโยชน์ที่ประเทศอินโดนีเซียจะได้รับ
อินโดนีเซียจะกลายเป็น "Detroit of Asia" แทนที่ประเทศไทยทันที ด้วยขนาดตลาดในประเทศที่ใหญ่กว่า ประชากรราว 280 ล้านคนและทรัพยากรธรรมชาติ
ที่สมบูรณ์
อินโดนีเซียมีแร่นิกเกิล (Nickel) สำรองมากที่สุดในโลก  โดยมีปริมาณสำรอง 21 ถึง 55 ล้านตัน คิดเป็น 20-40% ของทั้งโลก ซึ่งมีความสำคัญ
ต่ออุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก การย้ายห่วงโซ่อุปทานของโตโยต้าจะช่วยเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่
ในอินโดนีเซียแบบก้าวกระโดด
เกิดการจ้างงานและการพัฒนาทักษะนับล้านตำแหน่งและเกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในประเทศ
ผลกระทบต่อโตโยต้าเชิงบวก
เข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และแหล่งวัตถุดิบ (นิกเกิล) โดยตรง
ได้รับการสนับสนุนอย่างหนักจากรัฐบาลอินโดนีเซีย
ค่าแรงโดยเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศไทย
การย้ายฐานการผลิตทั้งหมดในความเป็นจริงทำได้ยากมาก เนื่องจากไทยมีระบบ Eco-system ของอุตสาหกรรมยานยนต์
ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค แต่หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อาเซียน
Motor Thailand

ตรงนี้มีภาพ! แต่ท่านจะมองไม่เห็น , ท่านต้อง  สมัครสมาชิก หรือ ลงชื่อเข้าระบบ
 (https://postimg.cc/QFQ93DcC)

   
 

Motor Thailand