มาร่วมเป็นกำลังใจให้เว็บด้วยการสมัครสมาชิกวีไอพี ~~ เลือกปีที่ท่านต้องการได้โดยไม่ต้องเรียงปี ~~ ปีละ 350 บาท สมัคร 2 ปีลดเหลือ 600 บาท ~~ มีไลน์กลุ่ม VIP จำนวนหลายร้อยท่าน เอาไว้ปรึกษางานซ่อม ~~ เข้าถึงข้อมูลด้านเทคนิค ข้อมูลเชิงลึกมากมาย.....
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
JKP Engineering Co.,Ltd.6กค69📡 เรื่องของสายอากาศโฟลเด็ดไดโพลขนาดวัสดุมีผลต่อแบนด์วิธอย่างไรสายอากาศโฟลเด็ดไดโพล Folded Dipole เป็นสายอากาศพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญในงานวิศวกรรมสื่อสาร ทั้งระบบ VHF, UHF, FM Broadcast และ DAB+ เนื่องจากมีโครงสร้างแข็งแรงสามารถออกแบบให้มีแบนด์วิธกว้างและเหมาะสำหรับนำไปจัดเป็นระบบสายอากาศหลายชุดหรือ Antenna Array สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจสังเกตเห็นคือ สายอากาศโฟลเด็ดไดโพลแต่ละรุ่นมีขนาดท่อโลหะไม่เท่ากันบางรุ่นใช้ท่อขนาดเล็กบางรุ่นใช้ท่อขนาดใหญ่ความแตกต่างนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะด้านความแข็งแรงทางกลเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อคุณสมบัติทางไฟฟ้าของสายอากาศอีกด้วย🔵 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวนำตามหลักทฤษฎีสายอากาศเมื่อเพิ่มเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวนำ จะทำให้สายอากาศมีค่า Q ลดลง ส่งผลให้ช่วงความถี่ที่สามารถรักษาค่าอิมพีแดนซ์และค่า VSWR ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้กว้างขึ้นหรือกล่าวง่ายๆว่าตัวนำขนาดใหญ่ช่วยให้สายอากาศมีแบนด์วิธกว้างขึ้นในทางกลับกันตัวนำที่มีขนาดเล็กจะมีค่า Q สูงกว่าทำให้การตอบสนองต่อความถี่มีลักษณะคมและแคบต้องปรับความยาวและจูนความถี่อย่างละเอียดมากกว่าอย่างไรก็ตามการเพิ่มขนาดตัวนำไม่ได้หมายความว่า Gain ของสายอากาศจะเพิ่มขึ้นโดยตรง เพราะ Gain ขึ้นอยู่กับ Radiation Pattern, Directivity, Efficiency และการจัดวางองค์ประกอบของสายอากาศร่วมกัน🔵 ระยะห่างระหว่างตัวนำFolded Dipole ประกอบด้วยตัวนำสองส่วนที่เชื่อมต่อกันทางไฟฟ้า ระยะห่างระหว่างตัวนำมีผลต่อ Mutual Coupling การกระจายกระแสและค่า Input Impedance ดังนั้นการเปลี่ยนระยะห่างระหว่างตัวนำจะทำให้อิมพีแดนซ์และความถี่เรโซแนนซ์เปลี่ยนแปลงได้ การออกแบบจึงต้องพิจารณาทั้งความยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง และระยะห่างของตัวนำร่วมกันไม่สามารถกำหนดค่าตัวใดตัวหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงองค์ประกอบอื่นได้🔵 วัสดุที่ใช้ผลิตสายอากาศวัสดุที่มีค่าการนำไฟฟ้าสูงช่วยลด Conductor Loss และเพิ่ม Radiation Efficiency ของสายอากาศอะลูมิเนียมได้รับความนิยมในสายอากาศสถานีฐานและระบบกระจายเสียงเพราะน้ำหนักเบานำไฟฟ้าได้ดี และเหมาะสำหรับติดตั้งบนเสาสูงทองแดงมีค่าการนำไฟฟ้าสูงกว่าอะลูมิเนียมแต่มีน้ำหนักและต้นทุนสูงกว่า ส่วนสเตนเลสมีความแข็งแรงและทนต่อการกัดกร่อนดี แต่มีค่าการนำไฟฟ้าต่ำกว่าสิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือค่าการนำไฟฟ้าของวัสดุมีผลโดยตรงต่อการสูญเสียและประสิทธิภาพของสายอากาศ ส่วนการเพิ่มแบนด์วิธขึ้นอยู่กับรูปทรงขนาดทางไฟฟ้าและค่า Q ของโครงสร้างโดยรวมมากกว่า🔵 ความแข็งแรงของโครงสร้างก็เป็นส่วนหนึ่งของงาน RFสายอากาศที่ติดตั้งใช้งานจริงต้องเผชิญกับแรงลม การสั่นสะเทือน อุณหภูมิ ความชื้นและการกัดกร่อนหาก Element เกิดการบิดงอระยะห่างระหว่างตัวนำเปลี่ยน หรือจุด Feeding Point เคลื่อนตัว ค่า Resonant Frequency, Input Impedance และ VSWR ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ดังนั้น Mechanical Design และ RF Design จึงต้องได้รับการพิจารณาร่วมกันเพื่อให้สายอากาศสามารถรักษาคุณสมบัติทางไฟฟ้าได้ตลอดอายุการใช้งาน🔵 การจับคู่อิมพีแดนซ์และ BalunFolded Dipole แบบสมมาตรและตัวนำขนาดเท่ากันในสภาวะอุดมคติมักมีอิมพีแดนซ์บริเวณเรโซแนนซ์ประมาณ 300 Ω หรือประมาณ 4 เท่าของไดโพลครึ่งคลื่นทั่วไป แต่ค่าจริงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเส้นผ่านศูนย์กลางระยะห่างโครงสร้างจุดป้อนและสภาพแวดล้อมรอบสายอากาศเมื่อนำมาเชื่อมต่อกับระบบสายส่ง 50 Ω หรือ 75 Ω จึงต้องออกแบบ Balun หรือ Matching Network ให้เหมาะสมเพื่อทำหน้าที่ทั้งแปลงอิมพีแดนซ์และลดกระแส Common-Mode ที่อาจไหลบนผิวด้านนอกของสาย Coaxialหากระบบ Matching ได้รับการออกแบบอย่างถูกต้อง จะช่วยลด Reflected Power รักษาค่า VSWR ให้อยู่ในระดับต่ำและทำให้กำลังจากเครื่องส่งถูกส่งไปยังสายอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ📊 ดังนั้น หากเปรียบเทียบสายอากาศที่ออกแบบบนความถี่เดียวกันตัวนำขนาดเล็กมักมีค่า Q สูงกว่า แบนด์วิธแคบและไวต่อความคลาดเคลื่อนของขนาดมากกว่าตัวนำขนาดใหญ่มีค่า Q ต่ำกว่าสามารถรักษาค่า VSWR ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการได้ในช่วงความถี่กว้างกว่าและมีความทนทานต่อความคลาดเคลื่อนทางกลมากขึ้น📌 ในมุมมองทางวิศวกรรมการออกแบบสายอากาศ Folded Dipole ที่ดี ไม่ใช่เพียงการคำนวณความยาวจากสูตรครึ่งความยาวคลื่นแล้วนำท่อมาดัดเป็นรูปเท่านั้น แต่ต้องพิจารณา เส้นผ่านศูนย์กลางของตัวนำ ระยะห่างระหว่างตัวนำ วัสดุ จุดป้อนสัญญาณ Balun ระบบ Matching ความแข็งแรงทางกล และสภาพแวดล้อมในการติดตั้ง ร่วมกัน สุดท้ายสายอากาศที่ออกแบบเสร็จควรได้รับการตรวจสอบด้วย Vector Network Analyzer หรือ VNA เพื่อวัดค่า S11, Return Loss, VSWR และ Input Impedance รวมถึงควรตรวจสอบ Radiation Pattern และ Gain เมื่อเป็นสายอากาศที่ต้องการรับรองสมรรถนะในระดับวิศวกรรมเพราะสายอากาศที่ดี ไม่ได้ตัดสินจากเพียงว่า “ค่า SWR ลงต่ำหรือไม่” แต่ต้องพิจารณาว่า สามารถรักษาคุณสมบัติทางไฟฟ้า ประสิทธิภาพการแผ่คลื่น และความเสถียรได้ตลอดช่วงความถี่และสภาพการใช้งานจริงหรือไม่JKP ENGINEERING ออกแบบด้วยหลักวิศวกรรม ตรวจวัดด้วยเครื่องมือและพัฒนาเพื่อการใช้งานจริง