ข่าวประชาสัมพันธ์

มาร่วมเป็นกำลังใจให้เว็บด้วยการสมัครสมาชิกวีไอพี ~~ เลือกปีที่ท่านต้องการได้โดยไม่ต้องเรียงปี ~~ ปีละ 350 บาท สมัคร 2 ปีลดเหลือ 600 บาท ~~ มีไลน์กลุ่ม VIP จำนวนหลายร้อยท่าน เอาไว้ปรึกษางานซ่อม ~~ เข้าถึงข้อมูลด้านเทคนิค ข้อมูลเชิงลึกมากมาย.....

2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35

ผู้เขียน หัวข้อ: PCB ก็ทำให้ MOSFET พังได้  (อ่าน 7 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Sound Man

  • Administrator
  • หัวหน้าศูนย์ซ่อมสร้าง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • Joined: ก.ย. 2558
  • กระทู้: 2594
  • สมาชิกลำดับที่ : 2
  • สมาชิกวีไอพี ปีที่ 1,3-4
PCB ก็ทำให้ MOSFET พังได้
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:39:30 »
  • ขึ้นบน
  • ลงล่าง
  • อ้างถึง
    สถาบันอาชีวะนอกห้องเรียน
    26สค69
    ซีรีส์ : การพังของ MOSFET ที่หลายคนมองข้าม
    EP.11 — PCB ก็ทำให้ MOSFET พังได้
    ลายวงจรยาว Ground ไม่ดี Loop ใหญ่ และ Parasitic Inductance
    เวลาพูดถึงสาเหตุที่ MOSFET พัง เรามักไล่ตรวจตั้งแต่ตัว MOSFET, Gate Driver, แรงดัน Gate, กระแสโหลด หรือแรงดัน Drain แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่บางครั้งถูกมองข้ามทั้งที่อยู่ตรงหน้าเราตลอดเวลา นั่นคือ PCB หลายคนมอง PCB เป็นเพียงแผ่นที่ใช้เชื่อมอุปกรณ์เข้าด้วยกัน ถ้าวงจรใน Schematic ถูกต้องก็น่าจะทำงานได้ แต่สำหรับวงจร Power Electronics โดยเฉพาะวงจรที่ Switching เร็ว PCB ไม่ได้เป็นเพียงตัวเชื่อมต่อ มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้าโดยตรง ลายทองแดงทุกเส้นมีความต้านทาน มีความเหนี่ยวนำ และมี Capacitance แฝงอยู่ และเมื่อกระแสเปลี่ยนแปลงเร็ว สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถสร้างปัญหาใหญ่ให้ MOSFET ได้
    1. วงจรใน Schematic กับวงจรบน PCB ไม่เหมือนกันทั้งหมด
    บน Schematic เราอาจลากเส้นจาก Drain ไปยัง Capacitor แล้วต่อไปยัง Source อย่างสวยงาม ทุกอย่างดูเหมือนเชื่อมต่อกันโดยไม่มีระยะทาง แต่ในโลกจริงเส้นทางนั้นอาจยาวหลายเซนติเมตร ผ่านลายทองแดงหลายช่วง ผ่าน Via หรือผ่านขั้วต่อหลายจุด ทุกระยะทางมีผลต่อพฤติกรรมของกระแส โดยเฉพาะกระแสที่มี di/dt สูง ดังนั้นเส้นที่เราเห็นเป็นเพียงเส้นเดียวใน Schematic อาจมีผลทางไฟฟ้าแตกต่างกันมากเมื่อกลายเป็น PCB จริง
    2. Parasitic Inductance คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในลายทองแดง
    ลายทองแดงทุกเส้นมี Inductance แฝงอยู่ แม้จะมีค่าเพียงเล็กน้อย แต่ในวงจร Switching ความเร็วสูง เราสนใจความสัมพันธ์ V = L × di/dt เมื่อกระแสเปลี่ยนเร็วมาก Inductance เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างแรงดันขึ้นมาได้
    ลองนึกภาพว่า MOSFET กำลังปิดกระแสหลายสิบแอมป์ในเวลาสั้นมาก หาก Power Loop มี Parasitic Inductance อยู่ กระแสที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วจะสร้างแรงดันขึ้นบน Inductance นั้น และแรงดันดังกล่าวสามารถไปปรากฏเป็น Voltage Spike ที่ Drain ได้ทันที นั่นหมายความว่า MOSFET อาจได้รับ VDS สูงกว่าที่เราคาดจาก DC Bus อย่างมาก ทั้งที่เราไม่ได้เพิ่มแรงดัน Supply เลย
    3. Loop ใหญ่ ปัญหาก็ใหญ่ตาม
    สิ่งสำคัญมากใน Power Electronics คือ พื้นที่ของ Current Loop โดยเฉพาะ High di/dt Loop ถ้าเส้นทางกระแสวิ่งออกไปไกลแล้ววนกลับมาเป็น Loop ใหญ่ Parasitic Inductance ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
    ยิ่ง Loop ใหญ่ เมื่อกระแสเปลี่ยนเร็วก็ยิ่งมีโอกาสเกิด Voltage Spike และ EMI มากขึ้น ดังนั้นเวลาวาง PCB เราไม่ได้ต้องการเพียงให้ “กระแสต่อถึงกัน” แต่ต้องการให้เส้นทางของกระแสที่เปลี่ยนเร็ว สั้นที่สุด กระชับที่สุด และมีพื้นที่ Loop ต่ำที่สุดเท่าที่การออกแบบอนุญาต
    4. DC-Link Capacitor ต้องอยู่ใกล้ Power Stage
    ในวงจร Half-Bridge หรือ Full-Bridge ตำแหน่งของ DC-Link Capacitor มีความสำคัญมาก เพราะ Capacitor ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายกระแส Pulsed Current ให้ Power Stage ในช่วง Switching
    ถ้า Capacitor อยู่ไกลจาก MOSFET มาก กระแสต้องเดินทางผ่านลาย PCB เป็นระยะทางยาวขึ้น ส่งผลให้มี Parasitic Inductance เพิ่มขึ้น เมื่อ MOSFET Switching กระแสอย่างรวดเร็ว Inductance ที่อยู่ระหว่าง Capacitor กับ MOSFET สามารถสร้างแรงดัน Spike ขึ้นมาได้
    ดังนั้นการวาง Capacitor ใกล้ MOSFET ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “จัดบอร์ดให้สวย” แต่เป็นการลดปัญหาที่เกิดจาก Power Loop โดยตรง
    5. Ground ไม่ดี Gate ก็ทำงานผิดได้
    เรื่อง Ground สำคัญมากโดยเฉพาะในวงจร Gate Drive เพราะ Driver ไม่ได้สนใจเพียงแรงดัน Gate ที่วัดจาก Ground ของเครื่องมือวัด แต่มันสนใจ แรงดันระหว่าง Gate กับ Source หรือ VGS
    ถ้า Source ของ MOSFET มีการกระเพื่อมจาก Parasitic Inductance ในช่วงที่กระแสเปลี่ยนเร็ว แต่ Ground Reference ของ Driver ไม่ได้ติดตาม Source อย่างเหมาะสม ค่า VGS ที่ MOSFET เห็นจริงอาจแตกต่างจากค่าที่เราคิดได้
    นี่คือเหตุผลว่าทำไม Kelvin Source หรือการจัดเส้นทาง Source สำหรับ Gate Drive แยกจากเส้นทางกระแสกำลัง จึงมีความสำคัญในวงจรที่ต้องการ Switching ที่สะอาดและควบคุมได้แม่นยำ
    6. Power Ground กับ Signal Ground ไม่ควรเดินมั่วรวมกัน
    ในวงจรที่มีกระแสกำลังสูง ถ้าเส้นทาง Ground ของ Power Stage และเส้นทาง Ground ของ Control Circuit ถูกจัดวางโดยไม่คำนึงถึงกระแสที่ไหลผ่าน อาจเกิดแรงดันตกคร่อมบนลาย Ground และทำให้สัญญาณ Control ถูกลากไปตาม Noise ของ Power Stage
    ผลที่ตามมาอาจเป็น Gate Signal ที่มี Ringing, Reference Voltage ที่ไม่นิ่ง หรือแม้แต่ Controller เข้าใจสถานะของวงจรผิด
    ดังนั้นการออกแบบ Ground ไม่ใช่แค่ถามว่า “ต่อ Ground ถึงกันหรือยัง?” แต่ต้องถามว่า กระแสกำลังไหลผ่าน Ground เส้นไหน และกระแสที่เปลี่ยนเร็วจะสร้างแรงดันรบกวนให้วงจรควบคุมหรือไม่
    7. Gate Loop ก็ต้องสั้น
    จาก EP.07 เราพูดถึง Gate Driver และการระบายประจุของ Gate มาแล้ว ตอนนี้จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า PCB เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไร
    เมื่อ Gate Driver ต้องจ่ายและดึงกระแส Gate อย่างรวดเร็ว กระแสนี้จะไหลเป็น Loop ระหว่าง Driver, Gate และ Source หาก Gate Loop ยาวหรือมีพื้นที่ Loop ใหญ่ จะมี Parasitic Inductance เพิ่มขึ้น และเมื่อกระแส Gate เปลี่ยนเร็ว ก็สามารถสร้างแรงดันรบกวนบน Loop ได้
    ผลคือ Gate Waveform ที่ควรเป็นสัญญาณสี่เหลี่ยมเรียบ ๆ อาจกลายเป็นสัญญาณที่มี Overshoot, Undershoot หรือ Ringing และในกรณีรุนแรง MOSFET อาจเปิดหรือปิดในจังหวะที่เราไม่ได้ตั้งใจ
    8. MOSFET ที่อยู่ใกล้กันไม่ได้แปลว่า Layout ดี
    บางครั้งเราเห็น MOSFET สองตัววางอยู่ใกล้กันมากแล้วคิดว่า Layout น่าจะดี แต่ระยะห่างระหว่างอุปกรณ์ไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือ เส้นทางของกระแส
    อุปกรณ์อาจอยู่ใกล้กัน แต่ถ้ากระแสต้องวิ่งอ้อมไปทางอื่นแล้วกลับมาเป็น Loop ใหญ่ ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นได้ ในทางกลับกัน Layout ที่ดูเหมือนมีพื้นที่มากกว่าแต่สามารถจัด Current Loop ให้สั้นและกระชับ ก็อาจมีพฤติกรรมทางไฟฟ้าที่ดีกว่า
    ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ PCB Power Electronics ให้ลอง “เดินตามกระแส” แทนที่จะมองเพียงตำแหน่งของอุปกรณ์
    9. ลายทองแดงใหญ่ไม่ได้แก้ทุกปัญหา
    หลายคนแก้ปัญหากระแสสูงด้วยการทำลายทองแดงให้กว้างขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในด้านการลด Resistance และการจัดการกระแส แต่สำหรับ Switching Loop การทำให้ลายกว้างขึ้นอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่า Parasitic Inductance จะหายไป
    สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ รูปทรงและพื้นที่ของ Loop รวมถึงเส้นทางไปและกลับของกระแสด้วย บางครั้งการจัดวางอุปกรณ์ให้เส้นทางไปและกลับอยู่ใกล้กันสามารถช่วยลด Loop Inductance ได้มากกว่าการเพิ่มความกว้างของลายเพียงอย่างเดียว
    10. Via ก็มีผล
    ใน PCB หลายชั้น เราอาจต้องใช้ Via เพื่อเปลี่ยน Layer แต่ Via แต่ละตัวก็มี Parasitic Inductance เช่นกัน ถ้ากระแสกำลังสูงและเปลี่ยนเร็ว การใช้ Via เพียงตัวเดียวอาจไม่เหมาะสม การใช้หลาย Via ขนานกันช่วยแบ่งกระแสและลด Impedance ของเส้นทางได้
    โดยเฉพาะ Power Path และ Ground Return ที่มีกระแสสูง การออกแบบ Via ต้องคิดร่วมกับ Current Density, Thermal Management และ Parasitic Effects ไม่ใช่เพียงคิดว่า “ต่อถึงกันก็พอ”
    11. Oscilloscope ที่วัดไม่ดี อาจทำให้เราโทษ PCB ผิดตัว
    อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ วิธีการวัด เพราะบางครั้ง Ringing ที่เราเห็นบน Oscilloscope ไม่ได้เกิดจากวงจรจริงทั้งหมด แต่อาจเกิดจาก Ground Lead ของ Probe ที่ยาวเกินไป เมื่อวัดสัญญาณ Switching เร็ว Ground Lead สามารถทำหน้าที่เป็น Inductance และรับ Noise จากวงจรจนสร้าง Waveform ปลอมขึ้นมา
    ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ Drain Spike หรือ Gate Ringing ต้องใช้วิธี Probe ที่เหมาะสม เช่น Spring Ground หรือวิธีวัดที่ลดพื้นที่ของ Measurement Loop เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นบนจอเป็นพฤติกรรมของวงจรจริง ไม่ใช่พฤติกรรมของสายวัด
    12. PCB สามารถทำให้ MOSFET พังโดยที่ Schematic ถูกต้องทุกอย่าง
    นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของตอนนี้ วงจรอาจถูกต้องตามหลักการ MOSFET เลือกถูกเบอร์ Gate Driver ถูกต้อง Supply ถูกต้อง Snubber ถูกต้อง และ Component ทุกตัวมีค่าถูกต้อง แต่เมื่อประกอบลง PCB กลับเกิด Voltage Spike, Gate Ringing, Ground Bounce หรือ EMI จน MOSFET พัง
    ไม่ได้แปลว่า Schematic ผิด
    แต่อาจหมายความว่า เรายังไม่ได้ออกแบบ “วงจรทางกายภาพ” ให้เหมาะกับความเร็วของ Switching
    ใน Power Electronics ระยะทางไม่ใช่เพียงระยะทางอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น Inductance, Resistance และ Parasitic Element ที่เข้ามาอยู่ในวงจรจริง
    13. เวลาซ่อม PCB อย่าดูเฉพาะอุปกรณ์ที่ไหม้
    ถ้าเจอ MOSFET พังบนบอร์ด อย่าหยุดการวิเคราะห์เพียงตรงตำแหน่งที่ MOSFET เสีย ควรย้อนดูเส้นทางกระแสทั้งหมดว่า Drain มาจากไหน Source กลับไปไหน DC-Link อยู่ตรงไหน Gate Driver อยู่ห่างจาก Gate เท่าไร Ground Return เดินอย่างไร และมี Snubber หรือ Clamp อยู่ตรงตำแหน่งใด
    เพราะรอยไหม้บน MOSFET อาจเป็นเพียง ปลายเหตุ ส่วนต้นเหตุอาจอยู่ห่างออกไปบน PCB อีกหลายเซนติเมตร
    บทสรุป EP.11
    PCB ของวงจร Power Electronics ไม่ใช่แค่แผ่นที่เอาอุปกรณ์มาต่อรวมกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่มีผลต่อ Inductance, Resistance, Current Loop, Ground Reference, Gate Drive และ Switching Waveform
    ลายทองแดงที่ยาวเกินไป Loop ที่ใหญ่เกินไป DC-Link Capacitor ที่อยู่ไกล Gate Loop ที่ไม่เหมาะสม Ground Return ที่ผิดตำแหน่ง หรือ Parasitic Inductance ที่เราไม่เคยคิดถึง สามารถสร้าง Voltage Spike และ Noise จน MOSFET ต้องรับความเครียดเกินกว่าที่เรามองเห็นจาก Schematic
    ดังนั้นเวลาวิเคราะห์วงจรที่ MOSFET พัง อย่าดูแค่ตัว MOSFET
    ลองมองทั้งบอร์ด แล้วเดินตามกระแสไปกับมัน
    เพราะบางครั้ง...
    MOSFET ไม่ได้พังเพราะวงจรใน Schematic
    แต่มันพังเพราะ “วงจรที่เกิดขึ้นจริงบน PCB”

    ตรงนี้มีภาพ! แต่ท่านจะมองไม่เห็น , ท่านต้อง  สมัครสมาชิก หรือ ลงชื่อเข้าระบบ


    PCB ก็ทำให้ MOSFET พังได้
    « เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:39:30 »