ข่าวประชาสัมพันธ์

มาร่วมเป็นกำลังใจให้เว็บด้วยการสมัครสมาชิกวีไอพี ~~ เลือกปีที่ท่านต้องการได้โดยไม่ต้องเรียงปี ~~ ปีละ 350 บาท สมัคร 2 ปีลดเหลือ 600 บาท ~~ มีไลน์กลุ่ม VIP จำนวนหลายร้อยท่าน เอาไว้ปรึกษางานซ่อม ~~ เข้าถึงข้อมูลด้านเทคนิค ข้อมูลเชิงลึกมากมาย.....


ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไม CSAR ถึงอันตรายสำหรับเครื่องบินอย่าง AT-6 TH ?  (อ่าน 11 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Auto Man

  • Administrator
  • หัวหน้าศูนย์ซ่อมสร้าง
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • Joined: ก.ย. 2558
  • กระทู้: 43746
  • สมาชิกลำดับที่ : 1
  • เพศ: ชาย
  • มือผู้ให้ย่อมสูงกว่ามือผู้รับ
    • เว็บชุมชนคนรักช่างยนต์
    • อีเมล์
อ้างถึง
ทำไม CSAR ถึงอันตรายสำหรับเครื่องบินอย่าง AT-6 TH?
         การกู้ภัยในพื้นที่การรบหรือ Combat Search and Rescue(CSAR) ในการรบจริงนั้นถือว่าอันตรายมาก  และในการฝึกซึ่งต้องจำลองสภาพให้เหมือนการรบจริงนั้นก็อันตรายไม่แพ้กัน  เพราะนี่ไม่ใช่แค่การบินเข้าไปรับคน  แต่เป็นการบินเข้าไปในเขตสู้รบที่ข้าศึกพร้อมจะยิงเครื่องบินของฝ่ายเราตลอดเวลา  ทั้งด้วยปืนกลเบา  ปืนกลหนัก หรือแม้แต่จรวดประทับบ่า  เมื่อมีคำถามว่าการใช้เครื่องบินเทอร์โบพร็อปอย่าง AT-6 เข้าไปทำภารกิจ CSAR จะอันตรายแค่ไหนคำตอบคืออันตรายมาก  ไม่ใช่ว่าเครื่องบินไม่ดี แต่เพราะมันมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้จากการบินต่ำ  ทั้งด้วยวิธีบินของนักบินเองและกระแสลมที่ปั่นป่วนช่วงใกล้พื้น  การต้องคอยหลบกระแสลมจากใบพัดเฮลิคอปเตอร์  และภาวะ”หลุมอากาศ”(turbulence)ที่จะทำให้นักบินเสียการควบคุมได้  และเร็วมาก
        สิ่งที่ถือว่าอันตรายคือวิธีปฏิบัติงานของ CSAR ที่ต่างจาก SAR ปกติ  คือผู้ที่ต้องช่วยคือนักบินหรือกำลังพลนั้นถูกยิงตกในสนามรบ ซึ่งหมายความว่าศัตรูรู้แล้วว่ามีเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามตก  รู้แล้วว่าต้องมีการมารับกลับ ดังนั้นพวกมันจึงมีเวลาเตรียมอาวุธรอ หรือจะพูดแบบตรงไปตรงมา CSAR ก็คือการบินเข้าไปในกับดักชัดๆ 
        เหตุผลที่ต้องใช้เครื่องบินใบพัดก็คือมันต้องบินต่ำและบินช้าเพื่อให้เห็นพื้นที่  ต้องคุ้มกันเฮลิคอปเตอร์ที่จะเข้าไปรับคน และต้องหลบเรดาร์ภาคพื้นดิน  ในการบินต่ำนี้เองที่เป็นจุดอ่อนเพราะมันจะอยู่ในระยะยิงของปืนกลหนัก  ปืนต่อสู้อากาศยานและร้ายที่สุดคือจรวดต่อสู้อากาศยานประทับบ่า(MANPADS) AT-6 จึงมีทางเลือกไม่มาก  เพราะถ้าบินสูงก็ทำภารกิจไม่ได้แต่ถ้าต่ำเกินไปก็จะถูกยิงจากพื้น  ส่วนความเข้าใจที่ว่าเครื่องบินใบพัดจะปลอดภัยจากจรวดไล่ตามความร้อนนั้น  ในความจริงคือไอเสียอยู่ใกล้ลำตัว  มีการไหลวนของอากาศร้อนจากใบพัดและบินต่ำ  ทั้งหมดนี้ทำให้ MANPADS ล็อคเป้าได้ง่ายๆ  ที่สำคัญคือเมื่อถูกยิงจะเร่งเครื่องหนีจรวดไม่ได้เร็วเหมือนเครื่องยนต์เจ็ต  ถึงจะมีระบบอีเล็กทรอนิกส์ครบ  กดดันศัตรูรอบพื้นที่เป้าหมายได้  แต่มันก็ยังต้องบินต่ำจนเสี่ยงจากการถูกยิงอยู่ดี  จึงต้องใช้ AT-6 ในเงื่อนไขที่เหมาะสมคือตรงนั้นไม่มี MANPADS พื้นที่ถูกฝ่ายเราควบคุมแล้วหรือมีภัยคุกคามระดับต่ำ
           เมื่อสภาพของยุทธบริเวณเข้าเงื่อนไขให้ใช้  AT-6 ก็ทำงานได้ดีด้วยจุดเด่นหลายประการ  คือบินวนคุ้มกันได้นานด้วยความเร็วที่ไม่หลุดวง  มองเห็นพื้นที่ได้ชัดเพราะบินช้ากว่าเครื่องบินขับไล่  ความเร็วไล่เลี่ยกับเฮลิคอปเตอร์ที่ตัวมันเองคุ้มกันอยู่และไม่ต้องเร่งๆเบรกๆตลอดเวลาเหมือนเครื่องบินเจ็ต  หากจะสรุปว่ามันอันตรายตรงไหน  เหตุผลก็คือมันอันตรายจาก 1.รูปแบบการบินต่ำซึ่งเสี่ยงต่อการแปรปรวนของกระแสลม  2.การบินเป็นวงหรือซิกแซ็กด้วยวงเลี้ยวที่แคบจนเสี่ยงต่อการร่วงหล่น(stall)หากเร่งเครื่องไม่ขึ้น หรือมีมุมปะทะ(AOA)มากเกินโดยไม่ตั้งใจ  และบางครั้งต้องหลบกระแสลมจากใบพัดเฮลิคอปเตอร์
          ทั้งหมดนี้คือความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่  รวมทั้งการฝึกเพื่อความคล่องตัวสำหรับปฏิบัติงานในการรบจริง  ซึ่งต้องจำลองความเสี่ยงในส่วนของรูปแบบการบินและขั้นตอนต่างๆที่นักบินต้องกระทำ  ผมเขียนบทความนี้ขึ้นด้วยจุดประสงค์คือชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการบินโดยเฉพาะในระดับต่ำซึ่งต้องใช้ทักษะของนักบินอย่างยิ่งยวด  ส่วนผลการสอบสวนจริงจะเป็นอย่างไรนั้นขอให้เป็นหน้าที่ของกองทัพอากาศ  ส่วนตัวผมเองจะไม่ตัดสินว่าอะไรผิดหรือถูกทั้งสิ้นครับ

ตรงนี้มีภาพ! แต่ท่านจะมองไม่เห็น , ท่านต้อง  สมัครสมาชิก หรือ ลงชื่อเข้าระบบ


ตรงนี้มีภาพ! แต่ท่านจะมองไม่เห็น , ท่านต้อง  สมัครสมาชิก หรือ ลงชื่อเข้าระบบ


ตรงนี้มีภาพ! แต่ท่านจะมองไม่เห็น , ท่านต้อง  สมัครสมาชิก หรือ ลงชื่อเข้าระบบ


   
 

Sorasak Subongkotch

 
สวัสดีคุณ...ผู้เยี่ยมชม  กด ❤ ถูกใจโพสท์นี้ หรือยัง...
ต้องการสมัครสมาชิก VIP สมัครได้ที่นี่...   หรือทาง Line ID: k.sonchai