มาร่วมเป็นกำลังใจให้เว็บด้วยการสมัครสมาชิกวีไอพี ~~ เลือกปีที่ท่านต้องการได้โดยไม่ต้องเรียงปี ~~ ปีละ 350 บาท สมัคร 2 ปีลดเหลือ 600 บาท ~~ มีไลน์กลุ่ม VIP จำนวนหลายร้อยท่าน เอาไว้ปรึกษางานซ่อม ~~ เข้าถึงข้อมูลด้านเทคนิค ข้อมูลเชิงลึกมากมาย.....
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ทำไม CSAR ถึงอันตรายสำหรับเครื่องบินอย่าง AT-6 TH? การกู้ภัยในพื้นที่การรบหรือ Combat Search and Rescue(CSAR) ในการรบจริงนั้นถือว่าอันตรายมาก และในการฝึกซึ่งต้องจำลองสภาพให้เหมือนการรบจริงนั้นก็อันตรายไม่แพ้กัน เพราะนี่ไม่ใช่แค่การบินเข้าไปรับคน แต่เป็นการบินเข้าไปในเขตสู้รบที่ข้าศึกพร้อมจะยิงเครื่องบินของฝ่ายเราตลอดเวลา ทั้งด้วยปืนกลเบา ปืนกลหนัก หรือแม้แต่จรวดประทับบ่า เมื่อมีคำถามว่าการใช้เครื่องบินเทอร์โบพร็อปอย่าง AT-6 เข้าไปทำภารกิจ CSAR จะอันตรายแค่ไหนคำตอบคืออันตรายมาก ไม่ใช่ว่าเครื่องบินไม่ดี แต่เพราะมันมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้จากการบินต่ำ ทั้งด้วยวิธีบินของนักบินเองและกระแสลมที่ปั่นป่วนช่วงใกล้พื้น การต้องคอยหลบกระแสลมจากใบพัดเฮลิคอปเตอร์ และภาวะ”หลุมอากาศ”(turbulence)ที่จะทำให้นักบินเสียการควบคุมได้ และเร็วมาก สิ่งที่ถือว่าอันตรายคือวิธีปฏิบัติงานของ CSAR ที่ต่างจาก SAR ปกติ คือผู้ที่ต้องช่วยคือนักบินหรือกำลังพลนั้นถูกยิงตกในสนามรบ ซึ่งหมายความว่าศัตรูรู้แล้วว่ามีเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามตก รู้แล้วว่าต้องมีการมารับกลับ ดังนั้นพวกมันจึงมีเวลาเตรียมอาวุธรอ หรือจะพูดแบบตรงไปตรงมา CSAR ก็คือการบินเข้าไปในกับดักชัดๆ เหตุผลที่ต้องใช้เครื่องบินใบพัดก็คือมันต้องบินต่ำและบินช้าเพื่อให้เห็นพื้นที่ ต้องคุ้มกันเฮลิคอปเตอร์ที่จะเข้าไปรับคน และต้องหลบเรดาร์ภาคพื้นดิน ในการบินต่ำนี้เองที่เป็นจุดอ่อนเพราะมันจะอยู่ในระยะยิงของปืนกลหนัก ปืนต่อสู้อากาศยานและร้ายที่สุดคือจรวดต่อสู้อากาศยานประทับบ่า(MANPADS) AT-6 จึงมีทางเลือกไม่มาก เพราะถ้าบินสูงก็ทำภารกิจไม่ได้แต่ถ้าต่ำเกินไปก็จะถูกยิงจากพื้น ส่วนความเข้าใจที่ว่าเครื่องบินใบพัดจะปลอดภัยจากจรวดไล่ตามความร้อนนั้น ในความจริงคือไอเสียอยู่ใกล้ลำตัว มีการไหลวนของอากาศร้อนจากใบพัดและบินต่ำ ทั้งหมดนี้ทำให้ MANPADS ล็อคเป้าได้ง่ายๆ ที่สำคัญคือเมื่อถูกยิงจะเร่งเครื่องหนีจรวดไม่ได้เร็วเหมือนเครื่องยนต์เจ็ต ถึงจะมีระบบอีเล็กทรอนิกส์ครบ กดดันศัตรูรอบพื้นที่เป้าหมายได้ แต่มันก็ยังต้องบินต่ำจนเสี่ยงจากการถูกยิงอยู่ดี จึงต้องใช้ AT-6 ในเงื่อนไขที่เหมาะสมคือตรงนั้นไม่มี MANPADS พื้นที่ถูกฝ่ายเราควบคุมแล้วหรือมีภัยคุกคามระดับต่ำ เมื่อสภาพของยุทธบริเวณเข้าเงื่อนไขให้ใช้ AT-6 ก็ทำงานได้ดีด้วยจุดเด่นหลายประการ คือบินวนคุ้มกันได้นานด้วยความเร็วที่ไม่หลุดวง มองเห็นพื้นที่ได้ชัดเพราะบินช้ากว่าเครื่องบินขับไล่ ความเร็วไล่เลี่ยกับเฮลิคอปเตอร์ที่ตัวมันเองคุ้มกันอยู่และไม่ต้องเร่งๆเบรกๆตลอดเวลาเหมือนเครื่องบินเจ็ต หากจะสรุปว่ามันอันตรายตรงไหน เหตุผลก็คือมันอันตรายจาก 1.รูปแบบการบินต่ำซึ่งเสี่ยงต่อการแปรปรวนของกระแสลม 2.การบินเป็นวงหรือซิกแซ็กด้วยวงเลี้ยวที่แคบจนเสี่ยงต่อการร่วงหล่น(stall)หากเร่งเครื่องไม่ขึ้น หรือมีมุมปะทะ(AOA)มากเกินโดยไม่ตั้งใจ และบางครั้งต้องหลบกระแสลมจากใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ทั้งหมดนี้คือความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งการฝึกเพื่อความคล่องตัวสำหรับปฏิบัติงานในการรบจริง ซึ่งต้องจำลองความเสี่ยงในส่วนของรูปแบบการบินและขั้นตอนต่างๆที่นักบินต้องกระทำ ผมเขียนบทความนี้ขึ้นด้วยจุดประสงค์คือชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการบินโดยเฉพาะในระดับต่ำซึ่งต้องใช้ทักษะของนักบินอย่างยิ่งยวด ส่วนผลการสอบสวนจริงจะเป็นอย่างไรนั้นขอให้เป็นหน้าที่ของกองทัพอากาศ ส่วนตัวผมเองจะไม่ตัดสินว่าอะไรผิดหรือถูกทั้งสิ้นครับ
Sorasak Subongkotch