ข่าวประชาสัมพันธ์

มาร่วมเป็นกำลังใจให้เว็บด้วยการสมัครสมาชิกวีไอพี ~~ เลือกปีที่ท่านต้องการได้โดยไม่ต้องเรียงปี ~~ ปีละ 350 บาท สมัคร 2 ปีลดเหลือ 600 บาท ~~ มีไลน์กลุ่ม VIP จำนวนหลายร้อยท่าน เอาไว้ปรึกษางานซ่อม ~~ เข้าถึงข้อมูลด้านเทคนิค ข้อมูลเชิงลึกมากมาย.....


ผู้เขียน หัวข้อ: ซ่อมรถในอนาคต ถ้าไม่รู้อิเล็กทรอนิกส์ อย่าหวังกินข้าว BY: สุเมธ มามาตย์  (อ่าน 20 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Auto Man

  • Administrator
  • หัวหน้าศูนย์ซ่อมสร้าง
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • Joined: ก.ย. 2558
  • กระทู้: 43969
  • สมาชิกลำดับที่ : 1
  • เพศ: ชาย
  • มือผู้ให้ย่อมสูงกว่ามือผู้รับ
    • เว็บชุมชนคนรักช่างยนต์
    • อีเมล์
ตรงนี้มีภาพ! แต่ท่านจะมองไม่เห็น , ท่านต้อง  สมัครสมาชิก หรือ ลงชื่อเข้าระบบ


อ้างถึง
สุเมธ มามาตย์

ซ่อมรถในอนาคต ถ้าไม่รู้อิเล็กทรอนิกส์ อย่าหวังกินข้าว
เมื่อก่อนซ่อมรถ ใช้แค่ประแจกับไขควง ฟังเสียงเครื่อง ดมกลิ่น จับความสั่น ช่างเก่าๆ บางคนแค่เอามือแตะท่อไอเสีย
ก็รู้แล้วว่าสายไหนตาย

แต่วันนี้มันไม่พอแล้วครับ...

รถมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่ช่างยังอยู่ที่เดิม

รถยุคนี้ไม่ใช่แค่เครื่องยนต์กับเฟืองอีกต่อไป มันคือ คอมพิวเตอร์ที่วิ่งได้ ครับ และคอมพิวเตอร์ที่ว่านี้ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว
กล่อง ECU หลักที่ทุกคนรู้จักนั้น จริงๆ แล้วคือ ไมโครคอนโทรลเลอร์ตัวหลัก ที่ทำหน้าที่เหมือนนายพลคุมกองทัพครับ
มันรับข้อมูลจากเซ็นเซอร์ทั่วรถ ประมวลผล แล้วสั่งการทุกอย่างตั้งแต่ฉีดน้ำมัน จุดระเบิด ไปจนถึงควบคุมแรงบิด

แต่ที่หลายคนไม่รู้คือ นอกจาก ECU หลักแล้ว ยังมี ไมโครคอนโทรลเลอร์บริวารอีกเป็นสิบๆ ตัว กระจายอยู่ทั่วรถครับ เช่น
กล่องควบคุม ABS ก็มีไมโครคอนโทรลเลอร์เป็นของตัวเอง กล่องถุงลมนิรภัยก็มีของตัวเอง กล่องควบคุมแอร์ กล่องควบคุมกระจก
กล่องควบคุมเกียร์อัตโนมัติ ไปจนถึงกล่องควบคุมพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า ทุกกล่องมีไมโครคอนโทรลเลอร์นั่งทำงานอยู่ข้างในครับ
และไมโครคอนโทรลเลอร์พวกนี้ทั้งหมดจะคุยกันผ่านระบบที่เรียกว่า CAN Bus ซึ่งเป็นเหมือนสายโทรศัพท์กลางที่ทุกกล่อง
ใช้ส่งข้อความถึงกันตลอดเวลา ถ้าสายนี้มีปัญหา ทั้งระบบก็จะเริ่มแสดงอาการแปลกๆ พร้อมกันหลายจุดเลยครับ

เซ็นเซอร์คือหูตาของไมโครคอนโทรลเลอร์

ถ้าไมโครคอนโทรลเลอร์คือสมอง เซ็นเซอร์ก็คือหูตาและผิวหนังของมันครับ และเซ็นเซอร์ในรถนั้นมีหลายแบบมาก

แต่ถ้าดูจากจำนวนขาของปลั๊ก จะแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้ครับ
● เซ็นเซอร์ 2 ขา พวกนี้คือเซ็นเซอร์แบบเรียบง่ายที่สุดครับ มีแค่ขาสัญญาณกับกราวด์ ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือ
เซ็นเซอร์อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น มันทำงานโดยเปลี่ยนความต้านทานตามอุณหภูมิ ร้อนมากความต้านทานลด ร้อนน้อย
ความต้านทานสูง ECU ก็แค่วัดแรงดันที่ตกคร่อมมันแล้วแปลงเป็นตัวเลขอุณหภูมิครับ ถ้าปลั๊กหลวมหรือขาขาด
ECU จะอ่านค่าผิดปกติและโค้ดจะขึ้นทันที

● เซ็นเซอร์ 3 ขา พวกนี้ซับซ้อนขึ้นมาหน่อยครับ จะมีขาไฟเลี้ยง ขากราวด์ และขาสัญญาณออก ตัวอย่างที่เห็นบ่อย
คือเซ็นเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่ง หรือ TPS มันรับไฟ 5V จาก ECU แล้วส่งสัญญาณแรงดันกลับไประหว่าง 0.5V ถึง 4.5V
ตามตำแหน่งลิ้นเร่ง ECU ก็แปลงแรงดันนี้เป็นเปอร์เซ็นต์การเปิดลิ้นเร่งครับ ถ้าสายไฟเลี้ยงหายไป เซ็นเซอร์ก็ไม่ทำงานทันที
แต่ถ้าแค่กราวด์ไม่ดี สัญญาณจะลอยและทำให้รถเดินเบาไม่นิ่งครับ

● เซ็นเซอร์ 4 ขา พวกนี้มักเป็นเซ็นเซอร์ที่ต้องการความแม่นยำสูงครับ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือเซ็นเซอร์ออกซิเจนแบบ Wideband
หรือเซ็นเซอร์ความดันไอดีแบบละเอียด 4 ขาจะมีทั้งไฟเลี้ยง กราวด์ สัญญาณออก และขาสัญญาณอ้างอิงหรือขาฮีตเตอร์
สำหรับอุ่นตัวเซ็นเซอร์ให้ทำงานได้เร็วตั้งแต่เครื่องเย็นอยู่ครับ ถ้าฮีตเตอร์ขาด เซ็นเซอร์จะทำงานได้แต่ช้ามาก และรถจะฟุ่มเฟือยน้ำมัน
ในช่วงอุ่นเครื่องครับ

เครื่องสแกนอย่างเดียวไม่พอ

หลายคนคิดว่าซื้อเครื่องสแกนมาแล้วจบ เสียบปุ๊บ โค้ดออกมา เปลี่ยนอะไหล่ตามโค้ด เสร็จ

แต่ในชีวิตจริงมันไม่ง่ายแบบนั้นครับ

โค้ดบอกแค่ว่า "มีปัญหาแถวนี้" ไม่ได้บอกว่า "ตัวนี้เสีย" เหมือนโค้ดขึ้นว่าเซ็นเซอร์ออกซิเจนผิดปกติ แต่จริงๆ อาจเป็นแค่กราวด์ไม่ดี
หรือสายไฟเลี้ยง 5V ที่มาจาก ECU แรงดันตกเพราะมีเซ็นเซอร์ตัวอื่นรั่วอยู่ด้วย ช่างที่ไม่รู้อิเล็กทรอนิกส์จะเปลี่ยนเซ็นเซอร์ใหม่ทั้งตัว
ราคาหลายพันบาท แต่ปัญหาก็ยังอยู่ครับ

ช่างที่รู้อิเล็กทรอนิกส์จะหยิบมิเตอร์ขึ้นมาวัดแรงดันที่ขาไฟเลี้ยงก่อน ถ้าได้ 5V ปกติก็วัดกราวด์ต่อ ถ้ากราวด์ดีก็ดูสัญญาณออก
ทำแบบนี้ 2 นาทีก็รู้แล้วว่าเสียที่ไหนจริงๆ ครับ

รถไฟฟ้ากำลังมา ช่างที่ไม่ปรับตัวจะอยู่ไม่ได้

EV คือตัวเปลี่ยนเกมครับ เพราะไม่มีเครื่องยนต์ให้ฟังเสียง ไม่มีน้ำมันให้เช็ค แต่มีไมโครคอนโทรลเลอร์มากกว่ารถน้ำมันอีกครับ
แบตเตอรี่แพ็คของ EV มี BMS หรือระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ ที่ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์คุมการชาร์จและการจ่ายกระแสแต่ละเซลล์
แบบเรียลไทม์ ถ้าเซลล์ไหนแรงดันตกผิดปกติ BMS จะตัดการทำงานทันทีเพื่อป้องกันไฟไหม้

ช่างที่จะแตะรถพวกนี้ได้ต้องเข้าใจว่าแรงดันสูงอันตรายแค่ไหน วงจรป้องกันทำงานยังไง และถ้าจะวัดค่าต้องทำแบบไหนถึงปลอดภัย
ถ้าไม่รู้ไม่ใช่แค่ซ่อมไม่ได้ครับ แต่อันตรายถึงชีวิตด้วย

สรุปง่ายๆ
รถยุคใหม่คือเครือข่ายไมโครคอนโทรลเลอร์ที่วิ่งได้ ช่างที่อ่านวงจรไม่เป็น วัดสัญญาณไม่ได้ ก็ได้แต่เดาครับ
และในงานซ่อม การเดาแพงกว่าการรู้จริงเสมอ


   
 

สุเมธ มามาตย์

 
จากเพจเฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/SumateMarmart
สวัสดีคุณ...ผู้เยี่ยมชม  กด ❤ ถูกใจโพสท์นี้ หรือยัง...
ต้องการสมัครสมาชิก VIP สมัครได้ที่นี่...   หรือทาง Line ID: k.sonchai