มาร่วมเป็นกำลังใจให้เว็บด้วยการสมัครสมาชิกวีไอพี ~~ เลือกปีที่ท่านต้องการได้โดยไม่ต้องเรียงปี ~~ ปีละ 350 บาท สมัคร 2 ปีลดเหลือ 600 บาท ~~ มีไลน์กลุ่ม VIP จำนวนหลายร้อยท่าน เอาไว้ปรึกษางานซ่อม ~~ เข้าถึงข้อมูลด้านเทคนิค ข้อมูลเชิงลึกมากมาย.....
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
พันธุ์ เหล็กกล้า6พค69ว่าด้วยเรื่องของ Memorandum of Understanding แปลว่า "บันทึกความเข้าใจ"สัญญาทวิภาคีระหว่างรัฐ นั้น สัญญาไม่ต้องเป็นสัญญาก็ได้ด้วยเหตุ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเอาปืนใหญ่มายิงใส่พลเรือนของอีกฝ่ายหนึ่งจนตาย ทรัพย์พลเรือนเสียหาย อย่างร้ายแรงสถานะมิตรตามสัญญาเปลี่ยนไป การกระทำของรัฐที่ก่อความเสียหายร้ายแรง ย่อมทำให้รัฐที่ถูกกระทำมีสิทธิป้องกันตนเองได้ตามควรแก่กรณี...เมื่อมิตรกลายเป็นอริต่อความมั่นคงของชาติ สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนแปลงไปจนยากที่จะทำตามข้อสัญญาที่ทำกันไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์ด้วยเหตุนี้ การเลิก MOU43 , MOU44 จึงทำได้ฝ่ายเดียว ชอบตามอนุสัญญาว่าด้วยสัญญาระหว่างประเทศ ของ UN..ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ "การใช้กำลัง" ให้อำนาจรัฐที่ถูกกระทำในการ "ป้องกันตนเอง" (Self-Defense) ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่แยกต่างหากจากตัวสัญญา ส่วนการจะยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวนั้น หากไม่ใช่สัญญาที่มีกำหนดเวลาหรือมีข้อให้ยกเลิกได้ รัฐที่ยกเลิกมักจะอ้าง มาตรา 62 (พฤติการณ์เปลี่ยนไป) หรือ มาตรา 60 (การละเมิดอย่างร้ายแรง)อย่างไรก็ตาม ศาลโลก (ICJ) มักตีความเงื่อนไขการยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวอย่างเคร่งครัดมาก ( ตัดสินแบบหุ่นยนต์ไร้สมองและสามัญสำนึกในข้อเท็จจริง เช่นเขาพระวิหาร ที่ทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย แต่ไปตัดสินให้เขมรชนะ ทั้งๆที่มันต้องปีนหน้าผาขึ้นมา)โดยอ้างและมโนเอาเองว่าเพื่อรักษาความเป็นระเบียบของสังคมโลก...กรณี MOU 2543 และ MOU 2544สำหรับกรณีเฉพาะที่อ้างถึง มีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องแยกแยะดังนี้:• MOU 2543 (เขตแดนทางบก): มีลักษณะเป็นกรอบความร่วมมือเพื่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้กำลังประทุษร้าย อีกฝ่ายอาจประกาศระงับการปฏิบัติตามขั้นตอนได้ แต่การ "ยกเลิกฝ่ายเดียว" มักทำได้ยากในทางสากล หากไม่มีข้อกำหนดการบอกเลิก (Termination clause) ไว้ในตัวสัญญา• MOU 2544 (พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล): เป็นความตกลงเพื่อ "เจรจา" หากสถานการณ์เปลี่ยนไปจนไม่สามารถเจรจาได้ รัฐมีสิทธิ์แจ้งเจตจำนงในการยุติการเจรจา แต่การยกเลิกจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีการแจ้งอย่างเป็นทางการตามขั้นตอนทางการทูต และต้องระวังผลกระทบต่อสิทธิอธิปไตยที่อ้างสิทธิ์ไว้เดิม...สถานะของสงครามหรือความขัดแย้งทางอาวุธ (Armed Conflict)ในอดีต สงครามถือเป็นเหตุให้สัญญาตกไปโดยอัตโนมัติ แต่ในปัจจุบัน คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ILC) มองว่า "การมีอยู่ของความขัดแย้งทางอาวุธไม่ได้ทำให้สนธิสัญญาสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ"• หากเป็นสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับความร่วมมือทางการเมืองหรือมิตรภาพ การสู้รบย่อมทำให้สัญญานั้นระงับไปโดยปริยาย (Impossibility of performance)• แต่สำหรับสนธิสัญญาด้านเทคนิค หรือเขตแดน กฎหมายมักจะกำหนดให้คงสถานะไว้เพื่อเป็นกลไกในการระงับข้อพิพาทในอนาคต...การละเมิดสัญญาอย่างร้ายแรง (Material Breach) - มาตรา 60หากรัฐหนึ่งละเมิดพันธกรณีที่เป็นหัวใจสำคัญของสัญญา อีกรัฐหนึ่งมีสิทธิ์ที่จะยกใช้การละเมิดนั้นเป็นข้ออ้างในการระงับ (Suspend) หรือยกเลิก (Terminate) สัญญาได้ทั้งหมดหรือบางส่วน• ประเด็นพิจารณา: การใช้กำลังทางทหาร (เอาปืนใหญ่ยิง) ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) แต่อาจไม่ใช่การละเมิด "เนื้อหา" ของ MOU โดยตรง เว้นแต่ MOU นั้นจะมีข้อกำหนดเรื่องสันติภาพหรือเขตแดนที่ฝ่ายที่ยิงได้ละเมิดอย่างชัดเจนการเปลี่ยนแปลงในพฤติการณ์อย่างสิ้นเชิง (Fundamental Change of Circumstances) - มาตรา 62หลักการนี้เรียกว่า Rebus sic stantibus รัฐอาจยกเลิกสัญญาได้หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากขณะที่ทำสัญญาอย่างสิ้นเชิงจน "ไม่อาจคาดหมายได้" โดยมีเงื่อนไขว่า:1. สถานการณ์เดิมนั้นต้องเป็น "รากฐานสำคัญ" ของการยินยอมผูกพันตน2. การเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลให้ขอบเขตของพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง (Radical Transformation)• ข้อจำกัด: มาตรา 62 วรรค 2 (a) ระบุชัดเจนว่า หลักการนี้ไม่สามารถใช้ยกเลิกสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับการกำหนดเขตแดน (Treaty establishing a boundary) ได้ เพื่อป้องกันความไร้เสถียรภาพของพรมแดนโลก...**ตรงนี้คนไทยต้องจำไว้ **แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว สามารถยกเลิกได้เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง จากมิตรเป็นศัตรู มีการฆ่าแกงกัน ละเมิดกฎธรรมชาติกฎหมายธรรมชาติเป็นพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นจารีต ประเพณี เป็นนิรันดร์ประเทศที่เป็นอริต่อกัน ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน เป็นสภาวะที่พฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงสัญญาทวิภาคีที่ทำไว้ต่อกันย่อมเลิกได้หมด...Mou43 ยังไม่ใช่ข้อสัญญากำหนดเขตแดน เป็นเพียงการเจรจาเพื่อยุติปัญหาส่วนสัญญาเขตแดนนั้นกำหนดไว้ชัดเจนแล้ว ตาม ไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส 1904, 1907 อันนี้แหละที่ต้องไปเจรจา ในการนำ พื้นที่4จังหวัดของสยามแต่เดิม กลับคืนมา ตามข้อกำหนดของ สหประชาชาติ...เพราะสยามเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยฝรั่งเศส ...หมายเหตุ....นักกฏหมายระหว่างประเทศหัวเฉียบๆของไทย เตรียมตัวไว้ ในอนาคตอีกไม่นาน พวกคุณจะได้ช่วยชาติแน่นอน ...แต่ไม่ใช่ในยุคของ นักการเมืองจากการเลือกตั้งแบบในปัจจุบันเพราะพวกนี้ หัวขี้เลื่อย เก่งแต่กัดกัน และรักชาติจนน้ำลายไหล....แต่ต้องเป็นยุคของนักการเมือง ที่มาจากการแต่งตั้ง ให้มาทำหน้าที่ ปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ด้วยหัวใจ เท่านั้น....สรุป... บันทึกความเข้าใจ แต่ไม่เคยมีความเข้าใจต่อกัน และยังมีการละเมิดความเข้าใจโดยเขมรตลอดเวลานั้น ย่อมเป็นเหตุผลเพียงพอของไทยในการ ยกเลิกเพียงฝ่ายเดียวได้ตลอดเวลาทั้ง MOU43,MOU44 และทุกฉบับกับเขมร และ จะไม่มีใครหน้าไหนหรือ องค์กรไหนๆ ในโลกมาวางอำนาจบังคับบอกให้ทั้งสองประเทศว่า " เฮ้ย ! พวกมึงต้องเข้าใจกันนะ...ไม่มี...ดังนั้น มีโอกาสแบบนี้แล้ว ยกเลิกซะให้หมด...อย่าเก็บไว้สร้างปัญหาให้ลูกหลาน อีกต่อไป...