มาร่วมเป็นกำลังใจให้เว็บด้วยการสมัครสมาชิกวีไอพี ~~ เลือกปีที่ท่านต้องการได้โดยไม่ต้องเรียงปี ~~ ปีละ 350 บาท สมัคร 2 ปีลดเหลือ 600 บาท ~~ มีไลน์กลุ่ม VIP จำนวนหลายร้อยท่าน เอาไว้ปรึกษางานซ่อม ~~ เข้าถึงข้อมูลด้านเทคนิค ข้อมูลเชิงลึกมากมาย.....
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Motor Thailand8สค69 โตโยต้าลงทุนสะสมในประเทศไทยรวมทุกโรงงานสูงถึง 286,000 ล้านบาท และประกาศแผนลงทุนเพิ่มอีก 55,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วนไฟฟ้าในอนาคต ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกหลักของโตโยต้าในภูมิภาค โดยมีกำลังการผลิตรวมกันถึง 770,000 คันต่อปี จากโรงงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่ 1. โรงงานสำโรง มีกำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี ผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เช่น รถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ และไฮลักซ์ แชมป์2. โรงงานเกตเวย์ มีกำลังการผลิต 300,000 คันต่อปี ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เช่น ยาริส, โคโรลล่า อัลติส และคัมรี่3. และโรงงานบ้านโพธิ์ มีกำลังการผลิต 230,000 คันต่อปี เน้นผลิตรถกระบะและรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกพร้อมการจ้างงานพนักงานโดยตรงกว่า 13,000 คน ขณะที่ PT Toyota Motor Manufacturing Indonesia (TMMIN) ในอินโดนีเซียมีกำลังการผลิตรถยนต์สำเร็จรูปประมาณ 282,000 ถึง 300,000 คันต่อปี หากโตโยต้าตัดสินใจย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดจากไทยไปยังประเทศอินโดนีเซียจริง ผลกระทบต่อประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงการย้ายเครื่องจักรและเงินทุน แต่เป็นการรื้อถอนโครงสร้างห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคที่ก่อตัวและพัฒนามานานกว่า 60 ปีแม้การจ้างงานโดยตรงของโตโยต้าจะมีประมาณ 13,000 คน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพึ่งพาซัพพลายเออร์ Tier-1 , Tier-2 และ Tier-3 อย่างลึกซึ้ง โดยมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และเกี่ยวเนื่องรวมกันสูงถึง 500,000 ถึง 2,000,000 ตำแหน่งอุตสาหกรรมยานยนต์คิดเป็น 10-12% ของ GDP ไทย และยังทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน การหายไปของค่ายรถอันดับหนึ่งจะส่งผลให้ GDP ไทยหดตัวรุนแรง รายได้จากการส่งออกลดลงอย่างมหาศาล และกระทบต่อดุลการค้าของประเทศหากโตโยต้าตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมทันทีเพราะรถยนต์และชิ้นส่วนเป็นสินค้าส่งออกหลักอันดับต้นๆ ของไทยมาโดยตลอดสร้างรายได้เข้าประเทศปีละมากกว่า 1 ล้านล้านบาทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ Tier 1, 2, 3 นับพันรายอาจต้องปิดกิจการหรือลดขนาดลง ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังค่ายรถยนต์อื่น เนื่องจากต้นทุนการผลิตในไทยจะสูงขึ้นจากสเกลการผลิตที่ลดลงเกิดการว่างงานวงกว้างกระทบแรงงานทางตรงและทางอ้อมในอุตสาหกรรมยานยนต์ทันที ทั้งจากพนักงานในโรงงานประกอบของโตโยต้า และแรงงานในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ โลจิสติกส์ และบริการ ซึ่งรวมแล้วอาจสูงถึงหลักแสนตำแหน่ง และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงธุรกิจภาคบริการ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และหนี้ครัวเรือนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจะลดลงอย่างมาก เกิดปรากฏการณ์สมองไหลทางการลงทุนย้ายตามไปยังอินโดนีเซียหรือประเทศอื่นในอาเซียนผลประโยชน์ที่ประเทศอินโดนีเซียจะได้รับอินโดนีเซียจะกลายเป็น "Detroit of Asia" แทนที่ประเทศไทยทันที ด้วยขนาดตลาดในประเทศที่ใหญ่กว่า ประชากรราว 280 ล้านคนและทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์อินโดนีเซียมีแร่นิกเกิล (Nickel) สำรองมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณสำรอง 21 ถึง 55 ล้านตัน คิดเป็น 20-40% ของทั้งโลก ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก การย้ายห่วงโซ่อุปทานของโตโยต้าจะช่วยเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในอินโดนีเซียแบบก้าวกระโดดเกิดการจ้างงานและการพัฒนาทักษะนับล้านตำแหน่งและเกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในประเทศผลกระทบต่อโตโยต้าเชิงบวกเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และแหล่งวัตถุดิบ (นิกเกิล) โดยตรงได้รับการสนับสนุนอย่างหนักจากรัฐบาลอินโดนีเซียค่าแรงโดยเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศไทยการย้ายฐานการผลิตทั้งหมดในความเป็นจริงทำได้ยากมาก เนื่องจากไทยมีระบบ Eco-system ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค แต่หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อาเซียนMotor Thailand
Motor Thailand